MongoDB ใช้ไม่ได้บน Windows 10? วิธีแก้ Service ไม่ทำงาน เชื่อมต่อไม่ได้ Port 27017 ชน และ MongoDB Compass เข้าไม่ได้
หากคุณใช้ MongoDB บน Windows 10 แล้วพบว่า MongoDB Service เปิดไม่ขึ้น เชื่อมต่อฐานข้อมูลไม่ได้ MongoDB Compass เข้าไม่ได้ ขึ้นข้อความ ECONNREFUSED 127.0.0.1:27017, คำสั่ง mongosh ใช้งานไม่ได้ หรือพอร์ต 27017 ถูกโปรแกรมอื่นใช้ ปัญหาเหล่านี้มักเกิดจาก Service หยุดทำงาน ไฟล์ตั้งค่าผิดพลาด Data Directory ไม่มีอยู่ หรือระบบสิทธิ์ของ Windows มีปัญหา
บทความนี้รวบรวมวิธีแก้ MongoDB ใช้ไม่ได้บน Windows 10 แบบเป็นขั้นตอน เหมาะสำหรับผู้ที่ใช้ MongoDB Community Server, MongoDB Compass, Node.js, Python และโปรเจกต์ Web Application พร้อมจัดรูปแบบให้อ่านง่ายสำหรับ Blogspot
MongoDB คืออะไร
MongoDB เป็นระบบฐานข้อมูลแบบ NoSQL ที่จัดเก็บข้อมูลในรูปแบบ Document
เหมาะสำหรับงาน เช่น
Web Application
REST API
Node.js
Express.js
ระบบสมาชิก
ระบบหลังบ้าน
แอปพลิเคชันแบบเรียลไทม์
ระบบเก็บ Log
ระบบที่มีโครงสร้างข้อมูลเปลี่ยนแปลงบ่อย
โปรเจกต์ที่ใช้ MERN Stack
MongoDB แตกต่างจากฐานข้อมูลเชิงสัมพันธ์ เพราะจัดเก็บข้อมูลเป็น Document ที่มีรูปแบบใกล้เคียง JSON
อาการที่พบบ่อย
MongoDB เปิดไม่ขึ้น
MongoDB Service ไม่ทำงาน
MongoDB Compass เชื่อมต่อไม่ได้
ECONNREFUSED 127.0.0.1:27017
Port 27017 ถูกใช้งาน
คำสั่ง mongosh ใช้ไม่ได้
mongod เปิดแล้วปิดทันที
แอปเชื่อมต่อฐานข้อมูลไม่ได้
Authentication Failed
Data Directory ไม่พบ
MongoDB ทำงานช้าผิดปกติ
เปิดฐานข้อมูลแล้วไม่พบ Collection
สาเหตุที่ทำให้ MongoDB มีปัญหา
สาเหตุที่พบได้บ่อย ได้แก่
MongoDB Service หยุดทำงาน
พอร์ต 27017 ถูกโปรแกรมอื่นใช้
ไฟล์
mongod.cfgผิดพลาดData Directory ไม่มีอยู่
Log Directory ไม่มีอยู่
สิทธิ์ของโฟลเดอร์ไม่ถูกต้อง
MongoDB หลายเวอร์ชันทำงานชนกัน
Firewall บล็อกการเชื่อมต่อ
Antivirus กักกันไฟล์ของ MongoDB
พื้นที่ว่างของไดรฟ์ไม่เพียงพอ
เครื่องปิดกะทันหันขณะฐานข้อมูลกำลังทำงาน
วิธีแก้ MongoDB ใช้ไม่ได้บน Windows 10
① รีสตาร์ตคอมพิวเตอร์
รีสตาร์ต Windows ก่อนหนึ่งครั้ง
จากนั้นทดลองเปิด MongoDB Compass หรือเชื่อมต่อฐานข้อมูลใหม่
วิธีนี้ช่วยแก้กรณี Service หรือ Process ค้างได้ในบางสถานการณ์
② ตรวจสอบ MongoDB Service
กด
Win + R
พิมพ์
services.msc
กด Enter
ค้นหาบริการชื่อ
MongoDB
ตรวจสอบว่า Status เป็น
Running
หากหยุดทำงาน ให้คลิกขวาแล้วเลือก
Start
③ รีสตาร์ต MongoDB Service
หาก Service ทำงานอยู่แต่เชื่อมต่อไม่ได้
คลิกขวาที่ MongoDB Service
เลือก
Restart
จากนั้นทดลองเชื่อมต่อใหม่อีกครั้ง
④ ตั้งค่า Startup Type
ดับเบิลคลิก MongoDB Service
ตั้งค่า
Startup type
เป็น
Automatic
เพื่อให้ MongoDB เริ่มทำงานพร้อม Windows
⑤ ตรวจสอบ Service ผ่าน Command Prompt
เปิด Command Prompt แบบผู้ดูแลระบบ
รัน
sc query MongoDB
หาก MongoDB Service ทำงาน จะเห็นสถานะใกล้เคียงกับ
RUNNING
⑥ เริ่มและหยุด MongoDB Service ผ่านคำสั่ง
เริ่ม Service ด้วย
net start MongoDB
หยุด Service ด้วย
net stop MongoDB
หากระบบแจ้งว่าไม่พบ Service อาจติดตั้ง MongoDB โดยไม่ได้เลือกติดตั้งเป็น Windows Service
⑦ ตรวจสอบพอร์ต 27017
MongoDB ใช้พอร์ต
27017
เป็นค่าเริ่มต้น
เปิด Command Prompt แล้วรัน
netstat -ano | findstr :27017
หากไม่มีผลลัพธ์ อาจหมายถึง MongoDB ยังไม่ได้เปิดรับการเชื่อมต่อ
⑧ ตรวจสอบ Process ที่ใช้พอร์ต
หากพบหมายเลข PID จากคำสั่ง netstat
เปิด
Task Manager > Details
ค้นหา PID ดังกล่าว
ตรวจสอบว่าเป็น mongod.exe หรือโปรแกรมอื่นที่กำลังใช้พอร์ต 27017
⑨ ตรวจสอบ MongoDB หลาย Instance
หากเปิด MongoDB หลายชุดพร้อมกัน แต่ใช้พอร์ตเดียวกัน จะทำให้ Instance หลังเปิดไม่สำเร็จ
ควรกำหนดให้แต่ละ Instance ใช้
พอร์ตต่างกัน
Data Directory ต่างกัน
Log File ต่างกัน
Service Name ต่างกัน
⑩ เปลี่ยนพอร์ต MongoDB
เปิดไฟล์
mongod.cfg
ค้นหาส่วน
net:
port: 27017
เปลี่ยนเป็นพอร์ตใหม่ เช่น
net:
port: 27018
จากนั้นรีสตาร์ต MongoDB Service
โปรแกรมที่เชื่อมต่อฐานข้อมูลต้องเปลี่ยนพอร์ตตามด้วย
⑪ ตรวจสอบไฟล์ mongod.cfg
ไฟล์ mongod.cfg เป็นไฟล์ตั้งค่าหลักของ MongoDB
ตัวอย่างค่าที่ควรตรวจสอบ
storage:
dbPath: C:\Program Files\MongoDB\Server\data
systemLog:
destination: file
path: C:\Program Files\MongoDB\Server\log\mongod.log
net:
port: 27017
bindIp: 127.0.0.1
ตรวจสอบว่า
Path มีอยู่จริง
การเยื้องบรรทัดถูกต้อง
ไม่มี Tab ปะปน
ไม่มีเครื่องหมายผิดตำแหน่ง
MongoDB Service มีสิทธิ์เข้าถึงโฟลเดอร์
ไฟล์ YAML มีความไวต่อการเยื้องบรรทัด จึงควรแก้ไขอย่างระมัดระวัง
⑫ ตรวจสอบ Data Directory
ตรวจสอบค่า dbPath ภายใน mongod.cfg
ตัวอย่าง
C:\data\db
หรือโฟลเดอร์ที่กำหนดเอง
หากโฟลเดอร์ไม่มีอยู่ MongoDB อาจเปิดไม่สำเร็จ
สามารถสร้างโฟลเดอร์ใหม่ได้ แต่ไม่ควรลบโฟลเดอร์เดิมหากมีฐานข้อมูลสำคัญอยู่
⑬ ตรวจสอบ Log Directory
ตรวจสอบตำแหน่ง Log ใน mongod.cfg
ตัวอย่าง
C:\data\log\mongod.log
หากโฟลเดอร์ Log ไม่มีอยู่ หรือ Service ไม่มีสิทธิ์เขียน MongoDB อาจเริ่มทำงานไม่สำเร็จ
⑭ ตรวจสอบ MongoDB Log
เปิดไฟล์ Log ที่กำหนดไว้ใน mongod.cfg
ค้นหาข้อความ Error เช่น
Address already in use
Data directory not found
Permission denied
WiredTiger error
Unable to create lock file
Unable to open log file
MongoDB Log เป็นจุดแรกที่ควรตรวจสอบเมื่อ Service เปิดไม่ขึ้น
⑮ เปิด MongoDB แบบ Command Line
เปิด Command Prompt แบบผู้ดูแลระบบ
เข้าไปยังโฟลเดอร์ bin ของ MongoDB
จากนั้นรัน
mongod --config "C:\Program Files\MongoDB\Server\ชื่อเวอร์ชัน\bin\mongod.cfg"
วิธีนี้จะแสดง Error บนหน้าจอโดยตรง ช่วยให้วิเคราะห์ปัญหาได้ง่ายขึ้น
⑯ ตรวจสอบคำสั่ง mongod
รัน
mongod --version
หากขึ้นข้อความว่าไม่รู้จักคำสั่ง ให้ตรวจสอบ PATH ของ MongoDB
⑰ ตรวจสอบคำสั่ง mongosh
รัน
mongosh --version
หากใช้งานไม่ได้ อาจยังไม่ได้ติดตั้ง MongoDB Shell หรือ PATH ไม่ถูกต้อง
⑱ เพิ่ม MongoDB ลงใน PATH
เพิ่มโฟลเดอร์ bin ของ MongoDB ลงใน
Environment Variables > Path
ตัวอย่าง
C:\Program Files\MongoDB\Server\ชื่อเวอร์ชัน\bin
หลังเพิ่ม PATH ให้ปิดและเปิด Command Prompt ใหม่
⑲ ตรวจสอบตำแหน่งคำสั่ง MongoDB
รัน
where mongod
และ
where mongosh
หากพบหลายตำแหน่ง อาจมี MongoDB หลายเวอร์ชันในเครื่อง
ควรจัดลำดับ PATH ให้เวอร์ชันที่ต้องการอยู่ด้านบน
⑳ ทดสอบเชื่อมต่อด้วย mongosh
รัน
mongosh
หรือระบุ Connection String
mongosh "mongodb://127.0.0.1:27017"
หากเชื่อมต่อได้ แสดงว่า MongoDB Server ทำงานตามปกติ
㉑ แก้ ECONNREFUSED 127.0.0.1:27017
Error นี้หมายถึงไม่มี MongoDB Server ตอบรับที่ Host และ Port ดังกล่าว
ให้ตรวจสอบว่า
MongoDB Service ทำงาน
พอร์ตถูกต้อง
bindIpรองรับโปรแกรมไม่ได้เชื่อมต่อผิด Port
Firewall ไม่ได้บล็อก
MongoDB ไม่ได้หยุดเพราะ Config Error
㉒ ตรวจสอบ MongoDB Compass
เปิด MongoDB Compass
ใช้ Connection String
mongodb://127.0.0.1:27017
จากนั้นกดเชื่อมต่อ
หากยังไม่ได้ ให้ตรวจสอบข้อความ Error ที่ Compass แสดง
㉓ ใช้ 127.0.0.1 แทน localhost
หากใช้ localhost แล้วเชื่อมต่อไม่ได้
ทดลองใช้
127.0.0.1
แทน
บางเครื่องอาจ Resolve localhost แตกต่างกัน โดยเฉพาะเมื่อเกี่ยวข้องกับ IPv6
㉔ ตรวจสอบ bindIp
ภายใน mongod.cfg อาจมีค่า
net:
bindIp: 127.0.0.1
ค่านี้อนุญาตเฉพาะการเชื่อมต่อภายในเครื่อง
หากต้องการเชื่อมต่อจากเครื่องอื่น ต้องกำหนด IP ให้เหมาะสม พร้อมตั้งค่า Firewall และ Authentication อย่างปลอดภัย
ไม่ควรเปิด MongoDB ให้ทุกเครือข่ายเข้าถึงโดยไม่มีรหัสผ่าน
㉕ ตรวจสอบ Windows Firewall
หากเชื่อมต่อจากเครื่องอื่นไม่ได้ ให้ตรวจสอบ Windows Firewall
อนุญาตเฉพาะ
พอร์ตที่ใช้งาน
IP ที่จำเป็น
เครือข่ายภายในที่เชื่อถือได้
ไม่ควรเปิดพอร์ต MongoDB สู่ Internet โดยตรง
㉖ ตรวจสอบ Antivirus
Antivirus อาจบล็อกหรือกักกันไฟล์ เช่น
mongod.exemongosh.exeData Files
Log Files
Temporary Files
ตรวจสอบประวัติการกักกัน และอนุญาตเฉพาะไฟล์ที่ยืนยันว่าเป็นของ MongoDB จริง
㉗ ตรวจสอบ Permission ของโฟลเดอร์
บัญชี Windows ที่รัน MongoDB Service ต้องมีสิทธิ์อ่านและเขียนใน
Data Directory
Log Directory
Backup Directory
Temporary Directory
หากย้ายฐานข้อมูลไปไดรฟ์อื่น ต้องกำหนด Permission ใหม่
㉘ ตรวจสอบพื้นที่ว่างของไดรฟ์
MongoDB ต้องใช้พื้นที่สำหรับ
Collection
Index
Journal
Log
Temporary Files
Backup
หากไดรฟ์ใกล้เต็ม MongoDB อาจเขียนข้อมูลไม่ได้หรือหยุดทำงาน
㉙ ตรวจสอบไฟล์ Lock
หาก MongoDB ปิดไม่สมบูรณ์ อาจมีไฟล์ Lock ค้างอยู่
ไม่ควรลบไฟล์ Lock ทันทีโดยไม่ตรวจสอบ Log และสถานะของ mongod.exe
ควรหยุด MongoDB ให้สนิทและสำรอง Data Directory ก่อนแก้ไขไฟล์ภายใน
㉚ ตรวจสอบ WiredTiger
MongoDB รุ่นใหม่มักใช้ Storage Engine ชื่อ WiredTiger
หาก Log แจ้ง Error เกี่ยวกับ WiredTiger ไม่ควรลบไฟล์ฐานข้อมูลเอง
ควรสำรอง Data Directory และดำเนินการตามวิธีกู้คืนที่เหมาะกับเวอร์ชันของ MongoDB
㉛ ตรวจสอบ Authentication
หากเปิด Authentication แล้ว Connection String ต้องมี Username และ Password
ตัวอย่าง
mongodb://username:password@127.0.0.1:27017/database
หากผู้ใช้ถูกสร้างไว้ใน Database อื่น อาจต้องระบุ authSource
㉜ แก้ Authentication Failed
ตรวจสอบว่า
Username ถูกต้อง
Password ถูกต้อง
Database ถูกต้อง
authSourceถูกต้องUser มีสิทธิ์เพียงพอ
Connection String เข้ารหัสอักขระพิเศษแล้ว
หากรหัสผ่านมีเครื่องหมายพิเศษ ต้องเข้ารหัสให้เหมาะสมใน URL
㉝ ตรวจสอบผู้ใช้ MongoDB
หลังเชื่อมต่อด้วยบัญชีที่มีสิทธิ์ ให้เลือก Database ที่เก็บ User
จากนั้นตรวจสอบผู้ใช้ตามระบบสิทธิ์ที่กำหนด
ควรให้สิทธิ์เท่าที่แอปพลิเคชันจำเป็น ไม่ควรใช้บัญชีผู้ดูแลระบบกับเว็บไซต์ทั่วไป
㉞ ตรวจสอบไฟล์ Environment ของแอป
หาก Node.js หรือแอปพลิเคชันเชื่อมต่อไม่ได้ ให้ตรวจสอบไฟล์
.env
ตัวอย่าง
MONGODB_URI=mongodb://127.0.0.1:27017/my_database
ตรวจสอบว่า
Host ถูกต้อง
Port ถูกต้อง
Database ถูกต้อง
Username และ Password ถูกต้อง
ไม่มีช่องว่างเกินมา
㉟ ตรวจสอบ Node.js และ Mongoose
หากใช้ Mongoose ให้ตรวจสอบว่า Dependency ติดตั้งแล้ว
npm install mongoose
และตรวจสอบ Connection String ในโปรเจกต์
หาก MongoDB ทำงานแต่แอปเชื่อมต่อไม่ได้ ปัญหาอาจอยู่ที่โค้ดหรือ Environment Variable
㊱ ตรวจสอบ Database และ Collection
หากเชื่อมต่อได้แต่ไม่พบข้อมูล ให้ตรวจสอบว่าเลือก Database ถูกตัว
ใน MongoDB Collection จะปรากฏเมื่อมีการสร้างหรือบันทึกข้อมูลตามเงื่อนไขของระบบ
㊲ ตรวจสอบข้อมูลด้วย mongosh
หลังเชื่อมต่อแล้ว สามารถดู Database ได้ด้วย
show dbs
เลือก Database
use my_database
ดู Collection
show collections
㊳ ตรวจสอบ Log ของแอปพลิเคชัน
หาก MongoDB Server ทำงาน แต่เว็บไซต์เปิดไม่ได้ ให้ตรวจสอบ Log ของ
Node.js
Express
Mongoose
Python
Django
API Server
Error ของแอปอาจแตกต่างจาก Error ของ MongoDB Server
㊴ สำรองข้อมูลด้วย mongodump
ตัวอย่าง
mongodump --uri="mongodb://127.0.0.1:27017/my_database" --out="C:\backup"
ควรตรวจสอบว่าโฟลเดอร์ Backup ถูกสร้างและมีข้อมูลครบก่อนแก้ไขฐานข้อมูล
㊵ กู้คืนข้อมูลด้วย mongorestore
ตัวอย่าง
mongorestore --uri="mongodb://127.0.0.1:27017" "C:\backup"
ควรตรวจสอบ Database ปลายทางและตัวเลือกการ Restore ก่อนดำเนินการ
㊶ Export Collection
สามารถใช้ mongoexport เพื่อ Export Collection เป็น JSON หรือ CSV
ตัวอย่าง
mongoexport --db=my_database --collection=users --out=users.json
㊷ Import Collection
ใช้ mongoimport
mongoimport --db=my_database --collection=users --file=users.json
ควรตรวจสอบรูปแบบไฟล์และ Encoding ก่อน Import
㊸ ตรวจสอบ Index
หาก Query ช้า ควรตรวจสอบ Index ของ Collection
การไม่มี Index ที่เหมาะสมอาจทำให้ MongoDB ต้องสแกนข้อมูลจำนวนมาก
ไม่ควรสร้าง Index มากเกินไป เพราะเพิ่มภาระในการเขียนข้อมูลและใช้พื้นที่จัดเก็บ
㊹ ตรวจสอบ Connection จำนวนมาก
หากแอปเปิด Connection ใหม่ตลอดเวลา อาจทำให้ MongoDB ใช้ทรัพยากรสูง
ควรใช้ Connection Pool และปิด Connection อย่างเหมาะสมตาม Framework ที่ใช้งาน
㊺ ปิด MongoDB อย่างถูกต้อง
ควรหยุด MongoDB ผ่าน
Windows Services
คำสั่ง
net stop MongoDBเครื่องมือจัดการ Service
หลีกเลี่ยงการปิดเครื่องขณะกำลัง Import, Backup หรือเขียนข้อมูลจำนวนมาก
㊻ อัปเดต MongoDB อย่างระมัดระวัง
ก่อนอัปเดตเวอร์ชันควรสำรอง
Database
User
Config
Data Directory
Application Settings
Connection String
ควรตรวจสอบ Compatibility ของ Driver และแอปพลิเคชันก่อนอัปเดต
㊼ ติดตั้ง MongoDB ใหม่
หากไฟล์โปรแกรมเสียหายและแก้ไม่ได้ อาจถอนและติดตั้งใหม่
ก่อนถอนต้องสำรอง
Data Directory
mongod.cfgBackup จาก
mongodumpUser และสิทธิ์
Connection String
ไม่ควรถอนโปรแกรมก่อนยืนยันว่า Backup สามารถกู้คืนได้จริง
㊽ อัปเดต Windows
ติดตั้ง Windows Update ที่จำเป็น
จากนั้นรีสตาร์ตเครื่องก่อนทดสอบ MongoDB อีกครั้ง
㊾ ซ่อมไฟล์ระบบ Windows
เปิด Command Prompt แบบผู้ดูแลระบบ
รัน
sfc /scannow
จากนั้นรัน
DISM /Online /Cleanup-Image /RestoreHealth
เมื่อเสร็จแล้วให้รีสตาร์ต Windows
วิธีแก้ Error ที่พบบ่อยใน MongoDB
ECONNREFUSED 127.0.0.1:27017
MongoDB Server ไม่ได้ทำงาน หรือแอปเชื่อมต่อผิดพอร์ต
ตรวจสอบ Service, Port และ mongod.cfg
MongoDB Service เปิดไม่ขึ้น
ตรวจสอบ Log, Data Directory, Log Directory, Permission และ Syntax ของ mongod.cfg
Port 27017 already in use
ตรวจสอบด้วย
netstat -ano | findstr :27017
จากนั้นหยุด Process ที่ชนกัน หรือเปลี่ยนพอร์ต MongoDB
Authentication Failed
ตรวจสอบ Username, Password, Database และ authSource
Data directory not found
สร้างโฟลเดอร์ตามค่า dbPath หรือแก้ mongod.cfg ให้ชี้ไปยังตำแหน่งจริง
Unable to open log file
ตรวจสอบว่าโฟลเดอร์ Log มีอยู่ และ MongoDB Service มีสิทธิ์เขียนไฟล์
Unable to create lock file
ตรวจสอบ Permission, พื้นที่ว่างของไดรฟ์ และตรวจสอบว่าไม่มี MongoDB Instance อื่นใช้ Data Directory เดียวกัน
Server selection timed out
ตรวจสอบว่า Server ทำงาน Host และ Port ถูกต้อง รวมถึง Firewall และ Connection String
วิธีป้องกันปัญหา MongoDB
สำรองฐานข้อมูลเป็นประจำ
ตรวจสอบ MongoDB Log เมื่อ Service หยุดทำงาน
ใช้หนึ่ง Instance ต่อหนึ่งพอร์ตและ Data Directory
ไม่ลบไฟล์ภายใน Data Directory โดยตรง
เว้นพื้นที่ว่างของไดรฟ์ให้เพียงพอ
เปิด Authentication เมื่อมีการเชื่อมต่อผ่านเครือข่าย
ไม่เปิดพอร์ต 27017 สู่ Internet โดยตรง
ใช้บัญชีแอปที่มีสิทธิ์เท่าที่จำเป็น
ตรวจสอบ Index และ Query เป็นระยะ
ทดสอบการอัปเดตก่อนใช้กับระบบจริง
คำถามที่พบบ่อย (FAQ)
MongoDB Compass จำเป็นหรือไม่
ไม่จำเป็น เพราะสามารถจัดการ MongoDB ผ่าน mongosh ได้ แต่ Compass ช่วยให้ดู Database, Collection และ Document ผ่านหน้าจอกราฟิกได้สะดวกขึ้น
MongoDB กับ MySQL ต่างกันอย่างไร
MongoDB จัดเก็บข้อมูลเป็น Document แบบ NoSQL ส่วน MySQL จัดเก็บข้อมูลในตารางแบบฐานข้อมูลเชิงสัมพันธ์ การเลือกใช้ขึ้นอยู่กับโครงสร้างข้อมูลและความต้องการของระบบ
เปลี่ยนพอร์ต MongoDB ได้หรือไม่
เปลี่ยนได้ใน mongod.cfg แต่ต้องแก้ Connection String ในแอปพลิเคชันและเครื่องมือทุกตัวให้ตรงกัน
MongoDB ใช้งานฟรีหรือไม่
MongoDB Community Server สามารถใช้งานได้โดยไม่มีค่าใช้จ่ายภายใต้เงื่อนไขสิทธิ์การใช้งานของผู้พัฒนา
ทำไม Compass เชื่อมต่อไม่ได้
สาเหตุที่พบบ่อยคือ MongoDB Service ไม่ทำงาน พอร์ตผิด Authentication ไม่ถูกต้อง หรือ Connection String มีข้อผิดพลาด
สรุป
ปัญหา MongoDB ใช้ไม่ได้บน Windows 10 ส่วนใหญ่มาจาก MongoDB Service หยุดทำงาน พอร์ต 27017 ชนกับโปรแกรมอื่น ไฟล์ mongod.cfg ผิดพลาด Data Directory ไม่มีอยู่ หรือ Connection String ไม่ถูกต้อง ควรเริ่มจากตรวจสอบ Service, Port, MongoDB Log และทดลองเชื่อมต่อด้วย mongosh ตามลำดับ
ทีม comsiam แนะนำให้สำรองฐานข้อมูลก่อนแก้ไข mongod.cfg, Data Directory หรืออัปเดต MongoDB ทุกครั้ง เพราะการลบหรือย้ายไฟล์ผิดตำแหน่งอาจทำให้ข้อมูลเสียหายได้ นอกจากนี้ comsiam ยังแนะนำให้ตรวจสอบ MongoDB Log เป็นอันดับแรกเมื่อ Service เปิดไม่ขึ้น เพราะมักระบุสาเหตุที่แท้จริงได้รวดเร็วกว่าการถอนและติดตั้งโปรแกรมใหม่