วิธีปิด Startup Windows 10 ให้เปิดเครื่องเร็วขึ้น

 ทุกครั้งที่เปิดคอมพิวเตอร์ Windows 10 จะมีโปรแกรมหลายตัวเริ่มทำงานพร้อมกับระบบโดยอัตโนมัติ ซึ่งเรียกว่า Startup Programs หากมีมากเกินไป จะทำให้เครื่องเปิดช้า ใช้ RAM สูง ใช้ CPU มาก และต้องรอหลายนาทีกว่าจะพร้อมใช้งาน

บทความนี้จะอธิบายวิธีปิด Startup ใน Windows 10 อย่างถูกต้อง พร้อมแนะนำว่าโปรแกรมใดควรปิดและโปรแกรมใดไม่ควรปิด เพื่อให้คอมพิวเตอร์เปิดเครื่องได้เร็วขึ้นโดยไม่กระทบต่อการทำงานของระบบ


Startup Program คืออะไร

Startup Program คือโปรแกรมที่ถูกตั้งค่าให้เปิดอัตโนมัติทุกครั้งที่เข้าสู่ Windows เช่น

  • Microsoft Teams

  • Discord

  • Spotify

  • Steam

  • Adobe Creative Cloud

  • OneDrive

  • โปรแกรมอัปเดตซอฟต์แวร์ต่าง ๆ

หากมีหลายโปรแกรมเปิดพร้อมกัน จะทำให้ Windows ใช้ทรัพยากรมากตั้งแต่เริ่มต้น


อาการที่บ่งบอกว่ามี Startup มากเกินไป

  • เปิดเครื่องนานกว่าเดิม

  • เข้า Desktop แล้วต้องรอหลายนาที

  • CPU ใช้งานสูงหลังเปิดเครื่อง

  • RAM ถูกใช้งานมาก

  • ฮาร์ดดิสก์ทำงานหนัก

  • โปรแกรมตอบสนองช้า

  • เครื่องหน่วงช่วง 3–5 นาทีแรก


วิธีปิด Startup ผ่าน Task Manager

เป็นวิธีที่ง่ายและปลอดภัยที่สุด

ขั้นตอนที่ 1

กด

Ctrl + Shift + Esc

เพื่อเปิด Task Manager


ขั้นตอนที่ 2

คลิกแท็บ

Startup

หรือ Startup Apps (ขึ้นอยู่กับเวอร์ชันของ Windows)


ขั้นตอนที่ 3

ดูค่า Startup Impact

Windows จะแสดงผลกระทบของแต่ละโปรแกรม เช่น

  • High

  • Medium

  • Low

  • Not Measured

ควรเริ่มปิดโปรแกรมที่มีค่า High ก่อน


ขั้นตอนที่ 4

คลิกโปรแกรมที่ไม่จำเป็น

เลือก

Disable

จากนั้นรีสตาร์ทเครื่องเพื่อทดสอบความเร็วในการเปิดเครื่อง


โปรแกรมที่สามารถปิด Startup ได้

โดยทั่วไป โปรแกรมต่อไปนี้สามารถปิดได้ หากไม่ได้ใช้งานตลอดเวลา

  • Discord

  • Spotify

  • Steam

  • Zoom

  • Microsoft Teams

  • Skype

  • Adobe Creative Cloud

  • Epic Games Launcher

  • Battle.net

  • Telegram

  • LINE PC

  • โปรแกรมอัปเดตของซอฟต์แวร์ต่าง ๆ


โปรแกรมที่ไม่ควรปิด

เพื่อให้ระบบทำงานได้ตามปกติ ไม่ควรปิดโปรแกรมที่เกี่ยวข้องกับฮาร์ดแวร์หรือระบบ เช่น

  • Windows Security

  • Driver การ์ดจอ

  • Driver เสียง

  • Driver Touchpad

  • โปรแกรมควบคุมคีย์บอร์ดหรือเมาส์ของผู้ผลิต

  • ซอฟต์แวร์ที่จำเป็นต่อการทำงานของอุปกรณ์

หากไม่แน่ใจ ควรค้นหาชื่อโปรแกรมก่อนปิด


วิธีตรวจสอบว่า Startup ตัวไหนทำให้เครื่องช้า

หลังจากปิด Startup แล้ว

ให้รีสตาร์ทเครื่อง

หากเครื่องเปิดเร็วขึ้น แสดงว่าโปรแกรมที่ปิดไว้เป็นสาเหตุ

หากยังช้าเหมือนเดิม ควรตรวจสอบ

  • SSD หรือ HDD

  • RAM

  • Driver

  • Windows Update


ปิด Startup แล้วโปรแกรมจะถูกลบหรือไม่

ไม่ถูกลบ

โปรแกรมยังติดตั้งอยู่เหมือนเดิม เพียงแต่จะไม่เปิดอัตโนมัติเมื่อเข้าสู่ Windows

คุณยังสามารถเปิดใช้งานได้ตามปกติเมื่อจำเป็น


ข้อดีของการปิด Startup

  • เปิดเครื่องเร็วขึ้น

  • ลดการใช้ RAM

  • ลดการใช้ CPU

  • ลดการใช้ Disk

  • ลดเวลาในการเข้าสู่ Desktop

  • เครื่องตอบสนองได้เร็วขึ้น

ทีมงาน comsiam แนะนำให้ตรวจสอบรายการ Startup ทุก ๆ 2–3 เดือน เพราะหลังติดตั้งโปรแกรมใหม่ หลายโปรแกรมมักเพิ่มตัวเองเข้าไปในรายการ Startup โดยอัตโนมัติ


คำถามที่พบบ่อย

ปิด Startup ทุกตัวได้หรือไม่

ไม่ควร ควรปิดเฉพาะโปรแกรมที่ไม่จำเป็น ส่วนโปรแกรมของระบบและ Driver ควรเปิดไว้

ปิด Startup แล้วเครื่องจะเร็วขึ้นจริงหรือ

หากมีโปรแกรม Startup จำนวนมาก จะเห็นผลชัดเจน โดยเฉพาะเครื่องที่ใช้ HDD หรือมี RAM ไม่มาก

Startup เยอะเกี่ยวกับการเปิดเครื่องช้าหรือไม่

เกี่ยวโดยตรง เพราะทุกโปรแกรมที่เปิดพร้อม Windows จะใช้ CPU, RAM และ Disk พร้อมกัน ทำให้ระบบตอบสนองช้าลง


สรุป

การปิด Startup เป็นหนึ่งในวิธีที่ง่ายที่สุดในการเพิ่มความเร็วให้ Windows 10 โดยไม่ต้องติดตั้งโปรแกรมเพิ่มเติมหรือปรับแต่งระบบที่ซับซ้อน หากเลือกปิดเฉพาะโปรแกรมที่ไม่จำเป็น เครื่องจะเปิดได้เร็วขึ้น ใช้ทรัพยากรน้อยลง และพร้อมใช้งานภายในเวลาไม่นาน สำหรับผู้ที่ต้องการปรับแต่งประสิทธิภาพเพิ่มเติม comsiam แนะนำให้ทำควบคู่กับการล้างไฟล์ขยะ อัปเดต Driver และตรวจสอบสุขภาพของ SSD หรือ HDD เป็นประจำ เพื่อให้ Windows 10 ทำงานได้เต็มประสิทธิภาพในระยะยาว

Popular posts from this blog

Windows 10 WiFi เปิดไม่ได้ – วิธีแก้ WiFi Not Turning On

Windows 10 ช้าหลัง Update – วิธีแก้ Slow After Update แบบช่าง IT มืออาชีพ

Activate Windows ไม่ได้ เกิดจากอะไร? วิธีแก้ปัญหา Windows ไม่แท้แบบถูกต้อง